สภาสถาปนิกแจงความคืบหน้าสร้างรัฐสภาใหม่ที่ออกแบบโดยสถาปนิกไทย วาดฝันไม่เกิน 4 ปีได้ใช้งานแน่ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก...
พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก เปิดเผยว่า สภาสถาปนิกตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาปนิกปี 2543 โดยปัจจุบันควบคุมดูแลสถาปนิกในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกทั้งหมดกว่า 16,000 คน ให้ทำงานเป็นไปตามข้อกำหนดทางวิชาชีพ มีจรรยาบรรณเป็นตัวควบคุม
ทั้งนี้ นับเป็นความภูมิใจที่สภาสถาปนิกได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่ ถ.เกียกกาย ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่สภาสถาปนิกยืนยันมาโดยตลอดว่า จะเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐ และการทำงานทุกอย่างของภาครัฐ เช่น การออกข้อกำหนดต่างๆ ในการว่าจ้างออกแบบนั้น สภาสถาปนิก ก็จะดูว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่ และเป็นไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ โดยจะมีคณะกรรมการอยู่ 1 ชุด คอยเสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐออกข้อกำหนดในการว่าจ้างออกแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
"การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ก็เช่นกัน ที่สภาสถาปนิกรู้สึกยินดีที่รัฐสภาได้ทำหนังสือเชิญให้สภาสถาปนิกเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลครั้งนี้ โดยตนได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปเป็นกรรมการดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นคณะกรรมการ ดำเนินการกำหนดกรอบทีโออาร์ และเป็นคณะกรรมการตัดสินด้วย หน้าที่ตรงนี้เป็นความภูมิใจที่สภาสถาปนิกได้เข้าไปมีส่วนร่วม ที่จะทำให้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาเป็น
ไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และชัดเจน สิ่งที่ต้องการ เน้นคือ การออกแบบโดยคนไทย"
พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า หลังได้รับแต่งตั้งเข้าไปทำงานตั้งแต่แรก ได้มีโอกาสหารือกับคณะกรรมการทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก ส.ส. ส.ว.สภาวิศกร นายกสมาคมสถาปนิกสยาม นายกวิศวกรรมสถาน ซึ่งการทำงานร่วมกันเป็นผลดีที่มีโอกาสชี้ให้เห็นว่า การออกแบบอาคารรัฐสภาควรใช้สถาปนิกไทย เพราะงานไม่ซับซ้อน แต่ต้องการความสวยงาม และไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบพิเศษ ซึ่งสถาปนิกไทยมีความสามารถทำได้อยู่แล้ว
"หลังจากที่ผมเข้าไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และมีโอกาสได้เป็นคนเขียนข้อกำหนดทั้งหมดในเรื่องของการว่าจ้างออกแบบ ยืนยันว่าเป็นมาตรฐานที่สภาสถาปนิกใช้ และอยากให้หน่วยงานภาครัฐใช้ในการว่าจ้างออกแบบ จุดเด่นคือ ให้มีการคัดเลือกผู้ออกแบบและมีการประกวดแบบ 2 ขั้นตอน เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 300,000 ตารางเมตร พื้นที่ก่อสร้างกว่า 119 ไร่ และติดแม่น้ำเจ้าพระยายาว 600 เมตร ซึ่งน่าจะเป็นอาคารที่สวยงาม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ และต่อไปคงมีการล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาชมอาคารรัฐสภา และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยได้"
สำหรับการประกวดออกแบบอาคารรัฐสภานั้น ในขั้นตอนแรกจะเปิดโอกาสให้สถาปนิกที่มีใบประกอบวิชาชีพระดับสามัญเข้าประกวดแบบได้ โดยทำแบบขนาดเอ1 จำนวน 4 แผ่น ส่งเข้าประกวด ในขั้นตอนแรกน่าจะมีสถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดประมาณ 300 ราย เป็นการประกวดแบบครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สิ้นสุดการรับแบบเข้าประกวดวันที่ 14 ส.ค.นี้ ภายในเวลา 16.00 น. หลังจากผ่านขั้นตอนที่หนึ่ง จะคัดออกเหลือ 10 ราย ในวันที่ 19 ส.ค.2552 แล้วสัมภาษณ์ให้ผู้เข้ารอบ 10 ราย ชี้แจงแนวคิดในการออกแบบในวันที่ 21 ส.ค. 2552 ก่อนประกาศผลผู้เข้ารอบ 5 รายในวันที่ 24 ส.ค.2552
หลังได้ผู้ออกแบบเข้ารอบเหลือ 5 ราย สุดท้าย จะให้ผู้เข้ารอบไปจับมือกับบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีผลงานออกแบบเป็นที่น่าเชื่อถือในประเทศ ไทย ซึ่งมีประมาณกว่า 50 ราย ส่งแบบมาแข่งขันชิงเงินรางวัลคนละ 1 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปทำพรีเซ็นเตอร์ในขั้นตอนที่สองมาแข่งกัน ไม่ใช่เอาเงิน 1 ล้านบาท เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยจะประกาศผลการตัดสินผู้ชนะวันที่ 2 ธ.ค.2552 บริษัทที่ได้งานออกแบบไปดำเนินการจะได้เงินรางวัลมูลค่า 210 ล้านบาท หรือประมาณ 1.75% ของมูลค่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ 12,000 ล้านบาท
"การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ขณะนี้มีความคืบหน้าพอสมควร การตกลงเรื่องเวนคืนที่ดินคงจะจบแล้ว หลังจากที่ได้แบบแล้วคงใช้เวลาในการก่อสร้างอีกประมาณ 1,000 วัน หรือประมาณ 3 ปี คิดเบ็ดเสร็จประมาณ 4 ปี น่าจะได้รัฐสภาแห่งใหม่"
พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า การพัฒนาวิชาชีพสถาปนิกในประเทศไทย สภาสถาปนิกได้พยายามจัดทำมาตรฐานวิชาชีพสถาปนิกมา 2 ปีแล้ว เพื่อ ให้สถาปนิกไทยมีมาตรฐานวิชาชีพที่ชัดเจน มีการปรับปรุงจรรยาบรรณวิชาชีพใหม่ ซึ่งเป็นปกติที่จะต้องมีข้อถกเถียงกัน และถือว่าข้อบังคับที่จะออกมายากลำบากกว่าการออกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม จะพยายามทำออกมาให้ได้ก่อนที่จะพ้นวาระการเป็นนายกสภาสถาปนิกในวันที่ 4 มิ.ย.2553
ทั้งนี้ การทำมาตรฐานวิชาชีพออกมาสำหรับสถาปนิก เพื่อให้สถาปนิกไปสื่อสารกับผู้บริโภคได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับสิทธิ์ที่ควรจะรับรู้ในเรื่องอะไรบ้าง และรู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากสถาปนิกได้บ้าง และหากมีข้อร้องเรียนขัดแย้งเกิดขึ้น สามารถนำมาตรฐานวิชาชีพมาเป็นตัวตัดสินได้ วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐานวิชาชีพคือ ดูแล ผู้บริโภค เรื่องรองคือ ดูแลสถาปนิก หากสถาปนิกกระทำความผิดจริง จะถูกยึดใบประกอบวิชาชีพเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่ฐานความผิด
ส่วนปัญหาเรื่องการปลอมใบอนุญาต หลัง จากที่มีปัญหากรณีซานติก้าผับนั้น สภาสถาปนิก ได้ประสานไปยัง กทม. ให้ลงรายละเอียดงานอนุญาตออกแบบในเว็บไซต์ เพื่อให้สถาปนิกสามารถ ตรวจสอบได้ทันทีว่า มีใครแอบอ้างนำชื่อไปปลอมลายเซ็นเพื่อออกใบอนุญาตหรือไม่ แต่จนถึง
ขณะนี้ กทม.ยังไม่ดำเนินการให้ จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การปลอมแปลงนั้นมีทั้งการปลอมแปลงแบบตั้งใจ โดยเจ้าตัวไม่รู้กับการปลอมแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนคือ ประชาชน
พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน นายกสภาสถาปนิก เปิดเผยว่า สภาสถาปนิกตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาปนิกปี 2543 โดยปัจจุบันควบคุมดูแลสถาปนิกในประเทศไทยที่เป็นสมาชิกทั้งหมดกว่า 16,000 คน ให้ทำงานเป็นไปตามข้อกำหนดทางวิชาชีพ มีจรรยาบรรณเป็นตัวควบคุม
ทั้งนี้ นับเป็นความภูมิใจที่สภาสถาปนิกได้มีโอกาสและมีส่วนร่วมในการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่ ถ.เกียกกาย ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่สภาสถาปนิกยืนยันมาโดยตลอดว่า จะเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐ และการทำงานทุกอย่างของภาครัฐ เช่น การออกข้อกำหนดต่างๆ ในการว่าจ้างออกแบบนั้น สภาสถาปนิก ก็จะดูว่าเป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่ และเป็นไปตามจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ โดยจะมีคณะกรรมการอยู่ 1 ชุด คอยเสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐออกข้อกำหนดในการว่าจ้างออกแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
"การก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ก็เช่นกัน ที่สภาสถาปนิกรู้สึกยินดีที่รัฐสภาได้ทำหนังสือเชิญให้สภาสถาปนิกเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลครั้งนี้ โดยตนได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปเป็นกรรมการดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ รวมทั้งเป็นคณะกรรมการ ดำเนินการกำหนดกรอบทีโออาร์ และเป็นคณะกรรมการตัดสินด้วย หน้าที่ตรงนี้เป็นความภูมิใจที่สภาสถาปนิกได้เข้าไปมีส่วนร่วม ที่จะทำให้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาเป็น
ไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และชัดเจน สิ่งที่ต้องการ เน้นคือ การออกแบบโดยคนไทย"
พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า หลังได้รับแต่งตั้งเข้าไปทำงานตั้งแต่แรก ได้มีโอกาสหารือกับคณะกรรมการทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก ส.ส. ส.ว.สภาวิศกร นายกสมาคมสถาปนิกสยาม นายกวิศวกรรมสถาน ซึ่งการทำงานร่วมกันเป็นผลดีที่มีโอกาสชี้ให้เห็นว่า การออกแบบอาคารรัฐสภาควรใช้สถาปนิกไทย เพราะงานไม่ซับซ้อน แต่ต้องการความสวยงาม และไม่จำเป็นต้องมีการออกแบบพิเศษ ซึ่งสถาปนิกไทยมีความสามารถทำได้อยู่แล้ว
"หลังจากที่ผมเข้าไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการ และมีโอกาสได้เป็นคนเขียนข้อกำหนดทั้งหมดในเรื่องของการว่าจ้างออกแบบ ยืนยันว่าเป็นมาตรฐานที่สภาสถาปนิกใช้ และอยากให้หน่วยงานภาครัฐใช้ในการว่าจ้างออกแบบ จุดเด่นคือ ให้มีการคัดเลือกผู้ออกแบบและมีการประกวดแบบ 2 ขั้นตอน เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 300,000 ตารางเมตร พื้นที่ก่อสร้างกว่า 119 ไร่ และติดแม่น้ำเจ้าพระยายาว 600 เมตร ซึ่งน่าจะเป็นอาคารที่สวยงาม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ และต่อไปคงมีการล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาชมอาคารรัฐสภา และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยได้"
สำหรับการประกวดออกแบบอาคารรัฐสภานั้น ในขั้นตอนแรกจะเปิดโอกาสให้สถาปนิกที่มีใบประกอบวิชาชีพระดับสามัญเข้าประกวดแบบได้ โดยทำแบบขนาดเอ1 จำนวน 4 แผ่น ส่งเข้าประกวด ในขั้นตอนแรกน่าจะมีสถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดประมาณ 300 ราย เป็นการประกวดแบบครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สิ้นสุดการรับแบบเข้าประกวดวันที่ 14 ส.ค.นี้ ภายในเวลา 16.00 น. หลังจากผ่านขั้นตอนที่หนึ่ง จะคัดออกเหลือ 10 ราย ในวันที่ 19 ส.ค.2552 แล้วสัมภาษณ์ให้ผู้เข้ารอบ 10 ราย ชี้แจงแนวคิดในการออกแบบในวันที่ 21 ส.ค. 2552 ก่อนประกาศผลผู้เข้ารอบ 5 รายในวันที่ 24 ส.ค.2552
หลังได้ผู้ออกแบบเข้ารอบเหลือ 5 ราย สุดท้าย จะให้ผู้เข้ารอบไปจับมือกับบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีผลงานออกแบบเป็นที่น่าเชื่อถือในประเทศ ไทย ซึ่งมีประมาณกว่า 50 ราย ส่งแบบมาแข่งขันชิงเงินรางวัลคนละ 1 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปทำพรีเซ็นเตอร์ในขั้นตอนที่สองมาแข่งกัน ไม่ใช่เอาเงิน 1 ล้านบาท เก็บเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยจะประกาศผลการตัดสินผู้ชนะวันที่ 2 ธ.ค.2552 บริษัทที่ได้งานออกแบบไปดำเนินการจะได้เงินรางวัลมูลค่า 210 ล้านบาท หรือประมาณ 1.75% ของมูลค่าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ 12,000 ล้านบาท
"การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ขณะนี้มีความคืบหน้าพอสมควร การตกลงเรื่องเวนคืนที่ดินคงจะจบแล้ว หลังจากที่ได้แบบแล้วคงใช้เวลาในการก่อสร้างอีกประมาณ 1,000 วัน หรือประมาณ 3 ปี คิดเบ็ดเสร็จประมาณ 4 ปี น่าจะได้รัฐสภาแห่งใหม่"
พล.ร.อ.ฐนิธกล่าวว่า การพัฒนาวิชาชีพสถาปนิกในประเทศไทย สภาสถาปนิกได้พยายามจัดทำมาตรฐานวิชาชีพสถาปนิกมา 2 ปีแล้ว เพื่อ ให้สถาปนิกไทยมีมาตรฐานวิชาชีพที่ชัดเจน มีการปรับปรุงจรรยาบรรณวิชาชีพใหม่ ซึ่งเป็นปกติที่จะต้องมีข้อถกเถียงกัน และถือว่าข้อบังคับที่จะออกมายากลำบากกว่าการออกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม จะพยายามทำออกมาให้ได้ก่อนที่จะพ้นวาระการเป็นนายกสภาสถาปนิกในวันที่ 4 มิ.ย.2553
ทั้งนี้ การทำมาตรฐานวิชาชีพออกมาสำหรับสถาปนิก เพื่อให้สถาปนิกไปสื่อสารกับผู้บริโภคได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับสิทธิ์ที่ควรจะรับรู้ในเรื่องอะไรบ้าง และรู้ว่าจะคาดหวังอะไรจากสถาปนิกได้บ้าง และหากมีข้อร้องเรียนขัดแย้งเกิดขึ้น สามารถนำมาตรฐานวิชาชีพมาเป็นตัวตัดสินได้ วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐานวิชาชีพคือ ดูแล ผู้บริโภค เรื่องรองคือ ดูแลสถาปนิก หากสถาปนิกกระทำความผิดจริง จะถูกยึดใบประกอบวิชาชีพเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่ฐานความผิด
ส่วนปัญหาเรื่องการปลอมใบอนุญาต หลัง จากที่มีปัญหากรณีซานติก้าผับนั้น สภาสถาปนิก ได้ประสานไปยัง กทม. ให้ลงรายละเอียดงานอนุญาตออกแบบในเว็บไซต์ เพื่อให้สถาปนิกสามารถ ตรวจสอบได้ทันทีว่า มีใครแอบอ้างนำชื่อไปปลอมลายเซ็นเพื่อออกใบอนุญาตหรือไม่ แต่จนถึง
ขณะนี้ กทม.ยังไม่ดำเนินการให้ จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การปลอมแปลงนั้นมีทั้งการปลอมแปลงแบบตั้งใจ โดยเจ้าตัวไม่รู้กับการปลอมแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง เพราะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนคือ ประชาชน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น